ในความจริงแล้ว "การขุด" ไม่ใช่การให้คอมพิวเตอร์มาแก้โจทย์คณิตศาสตร์ที่ซับซ้อน แต่คือ "การสุ่มตัวเลข" (Guessing) อย่างบ้าคลั่ง
ระบบจะนำข้อมูลของบล็อกปัจจุบัน มารวมกับตัวเลขสุ่มที่เรียกว่า Nonce แล้วนำไปเข้าสมการเข้ารหัส (SHA-256) เป้าหมายคือต้องสุ่มจนกว่าจะได้ผลลัพธ์ (Hash) ที่มีค่าน้อยกว่าเป้าหมาย (Target) ยิ่งเป้าหมายน้อยลง (มีเลข 0 นำหน้าเยอะ) ก็ยิ่งสุ่มเจอได้ยากขึ้น
ระบบนี้ตั้งเป้าหมายไว้ว่าต้องมีบล็อกใหม่เกิดขึ้นทุกๆ 10 วินาที (เครือข่าย Bitcoin ของจริงกำหนดไว้ที่ 10 นาที)
หากมีเครื่องขุดเข้ามาในระบบจำนวนมาก และช่วยกันสุ่มจนหาบล็อกเจอเร็วกว่า 10 วินาที ระบบจะทำการ "เพิ่มความยาก" (ลดค่า Target ลง) อัตโนมัติ (สังเกตได้จากกราฟ Difficulty Trend) เพื่อดึงเวลาเฉลี่ยให้กลับมาที่ 10 วินาทีตามเดิม กลไกนี้ทำให้เหรียญถูกผลิตออกมาอย่างคงที่ ไม่ล้นตลาด
การสุ่มตัวเลขจำนวนมหาศาลต้องใช้พลังงานไฟฟ้า ในระบบจำลองนี้ เครื่องที่มีกำลังขุด (Hashrate) สูง จะมีโอกาสสุ่มเจอ (Chance) มากกว่าเพื่อน แต่ก็ต้องจ่าย ค่าไฟ (Electric Cost) ที่แพงขึ้นตามสัดส่วนเช่นกัน
สังเกตที่หน้าต่างบล็อกด้านล่าง ทุกๆ บล็อกที่ถูกขุดสำเร็จ จะต้องบันทึกค่า Prev Hash ซึ่งเป็นรหัส Hash ของบล็อกก่อนหน้าเอาไว้เสมอ
สิ่งนี้เปรียบเสมือนโซ่ที่นำมาคล้องข้อมูลเข้าด้วยกัน หากมีแฮกเกอร์พยายามแอบเปลี่ยนข้อมูลในบล็อกที่ 1 รหัส Hash ของบล็อกที่ 1 จะเปลี่ยนไปทันที ส่งผลให้บล็อกที่ 2, 3, 4 ที่เชื่อมต่อและอ้างอิงรหัสเดิมอยู่พังทลายลงทั้งหมด นี่คือกลไกอัจฉริยะที่ทำให้ข้อมูลบล็อกเชนมีความน่าเชื่อถือและปลอมแปลงไม่ได้