Bitcoin Mining Simulator

Benchmarking...

Network Status

Height
0
Avg Time (Target 10 sec/blk)
--
Hex Target (Difficulty)
Loading...
Reward
50 BTC/Block
0 leading zeros req.
Device Utilization: 0%
Cost: $1.00 per 10,000 Hashes

Active Miners

Miner
Mined Blks
Chance
Electric Cost
Net Profit

Difficulty Trend

READY

ทำความเข้าใจระบบและกลไกการขุด (How it Works)

1. การขุด (Mining) และ Proof of Work

ในความจริงแล้ว "การขุด" ไม่ใช่การให้คอมพิวเตอร์มาแก้โจทย์คณิตศาสตร์ที่ซับซ้อน แต่คือ "การสุ่มตัวเลข" (Guessing) อย่างบ้าคลั่ง

ระบบจะนำข้อมูลของบล็อกปัจจุบัน มารวมกับตัวเลขสุ่มที่เรียกว่า Nonce แล้วนำไปเข้าสมการเข้ารหัส (SHA-256) เป้าหมายคือต้องสุ่มจนกว่าจะได้ผลลัพธ์ (Hash) ที่มีค่าน้อยกว่าเป้าหมาย (Target) ยิ่งเป้าหมายน้อยลง (มีเลข 0 นำหน้าเยอะ) ก็ยิ่งสุ่มเจอได้ยากขึ้น

2. การปรับความยาก (Difficulty Adjustment)

ระบบนี้ตั้งเป้าหมายไว้ว่าต้องมีบล็อกใหม่เกิดขึ้นทุกๆ 10 วินาที (เครือข่าย Bitcoin ของจริงกำหนดไว้ที่ 10 นาที)

หากมีเครื่องขุดเข้ามาในระบบจำนวนมาก และช่วยกันสุ่มจนหาบล็อกเจอเร็วกว่า 10 วินาที ระบบจะทำการ "เพิ่มความยาก" (ลดค่า Target ลง) อัตโนมัติ (สังเกตได้จากกราฟ Difficulty Trend) เพื่อดึงเวลาเฉลี่ยให้กลับมาที่ 10 วินาทีตามเดิม กลไกนี้ทำให้เหรียญถูกผลิตออกมาอย่างคงที่ ไม่ล้นตลาด

3. การคำนวณกำไร-ขาดทุน (Economics)

การสุ่มตัวเลขจำนวนมหาศาลต้องใช้พลังงานไฟฟ้า ในระบบจำลองนี้ เครื่องที่มีกำลังขุด (Hashrate) สูง จะมีโอกาสสุ่มเจอ (Chance) มากกว่าเพื่อน แต่ก็ต้องจ่าย ค่าไฟ (Electric Cost) ที่แพงขึ้นตามสัดส่วนเช่นกัน

  • รายรับ: จะได้ 50 BTC ต่อบล็อก (คูณด้วยราคาเหรียญจำลอง $10 = $500)
  • รายจ่าย: จะเสีย $1.00 ต่อทุกๆ 10,000 Hashes ที่เครื่องใช้ไป
  • กำไรสุทธิ (Net Profit): ถ้าระบบมีความยากสูงมาก จนต้องใช้เวลานานในการสุ่ม และเปลืองค่าไฟจนเกินรายรับ ก็จะเกิดการขาดทุนได้ (ตัวเลขรายได้จะกลายเป็นสีแดง)

4. สายโซ่แห่งบล็อกเชน (Blockchain)

สังเกตที่หน้าต่างบล็อกด้านล่าง ทุกๆ บล็อกที่ถูกขุดสำเร็จ จะต้องบันทึกค่า Prev Hash ซึ่งเป็นรหัส Hash ของบล็อกก่อนหน้าเอาไว้เสมอ

สิ่งนี้เปรียบเสมือนโซ่ที่นำมาคล้องข้อมูลเข้าด้วยกัน หากมีแฮกเกอร์พยายามแอบเปลี่ยนข้อมูลในบล็อกที่ 1 รหัส Hash ของบล็อกที่ 1 จะเปลี่ยนไปทันที ส่งผลให้บล็อกที่ 2, 3, 4 ที่เชื่อมต่อและอ้างอิงรหัสเดิมอยู่พังทลายลงทั้งหมด นี่คือกลไกอัจฉริยะที่ทำให้ข้อมูลบล็อกเชนมีความน่าเชื่อถือและปลอมแปลงไม่ได้